แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - น.พ.ฉัตรชัย ตรีธรรมพินิจ

หน้า: 1 ... 45 46 [47]
691
ถ้าทดลองยากลุ่มNSAIDsแล้วไม่ดีขึ้น

ขั้นต่อไปให้ใช้ 'ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน'

รับประทานเหมือนใช้คุมกำเนิดทั่วไปนั่นหละ
หลายรายจะมีอาการปวดระดูน้อยลง

ถ้าใช้ยาคุมฯแล้ว ยังปวดระดู
ให้รับประทานทุกวัน ไม่ต้องหยุดยาเลยก็ได้
จะได้ไม่มีระดู จะได้ไม่ปวด

ไม่มีรายงานวิจัยว่า
ยาคุมฯตัวใดดีกว่ากัน

สามารถใช้ระยะยาวได้
ยาจะถูกทำลายที่ตับ....ถ้าใครมีโรคเกี่ยวกับตับ ก็ควรหลีกเลี่ยงนะครับ
อีกโรคนึงคือ พวกที่มีประวัติหรือเสี่ยง 'ลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด' ให้หลีกเลี่ยงสูตรที่มีเอสโตรเจนนะครับ




692
ห้อง Coffee Corner / Re: ตั้งเวลาหน่อยจ้าาาาาา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2012, 11:12:19 pm »
ขอบคุณครับ ;D

693
สอบถาม หญิงตั้งครรภ์ / คนท้อง นอนท่าไหนดี
« เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2012, 12:32:05 pm »
วันนี้ และอีกหลายๆวันที่ผ่านมา
ถูกถามบ่อยมาก
"อ่านพบว่า คนท้องควรนอนตะแคง
แล้วหมอมีคำแนะนำว่าไงคะ"

คำแนะนำที่คนท้องอ่านมา
มักเป็นคำบอกเล่ากันมา
ต่อต่อกันมา
จนใจความสำคัญบางตอนหายไป

จากงานวิจัย โดยใช้อุลตร้าซาวน์
ที่สามารถวัดการไหลเวียนเลือด
ที่ไปเลี้ยงมดลูก และรก
พบว่า
การนอนตะแคง เลือดจะไหลเวียนดีมาก เมื่อเทียบกับ การนอนหงาย

จึงนำผลการศึกษานี้
มาแนะนำ ให้แพทย์มาชี้แนะคนท้อง ให้นอนในท่าตะแคง
เฉพาะ ในรายที่เลือดไปเลี้ยงมดลูกไม่ดี เท่านั้น
โดยคาดหวังว่า เลือดจะเลี้ยงดีขึ้น
ซึ่งผลที่ออกมา ดีจริง แพทย์ทุกท่านมีความเห็นร่วมกัน

ในคนท้องธรรมดาทั่วไป เลือดเลี้ยงมดลูกและรก ก็ดีอยู่แล้ว
ไม่มีงานวิจัยใดออกมา ว่านอนตะแคง แล้วลูกจะดีกว่านี้

 
อีกทั้ง พอ ว่าที่คุณแม่ นอนหลับไปแล้ว
ลองถาม ว่าที่คุณพ่อ ว่าเห็นนอนท่าไหนบ้าง
ปรากฏว่า เห็น ว่าที่คุณแม่ นอนทุกท่า ที่เค้าไม่ได้แนะนำ

โดยความเห็นส่วนตัว
คนท้องสามารถนอนได้ทุกท่า ทั้ง นอนหงาย และตะแคง
ขอให้เป็นท่าที่รู้สึกสบายสุด เป็นอันใช้ได้ครับ
อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป

ถ้านอนหงายแล้วรู้สึกอึดอัด
แสดงว่า
มดลูกที่โตขึ้นไปกดการไหลเวียนเส้นเลือดใหญ่
เลือดไหลเวียนไม่ดี....จึงรู้สึกอึดอัด
คนท้องจะเปลี่ยนท่าเป็นตะแคงโดยอัตโนมัติครับ :)

694
สอง ปวดระดู "Dysmenorrhea"
ร่วมกับ
ตรวจภายในหรืออุลตร้าซาวน์ไม่พบอะไรผิดปกติ หรือ พบเหมือนข้อหนึ่ง


เริ่มต้น 'ใช้ยาบรรเทาปวด เฉพาะตอนปวดระดู'

บางคนใช้แค่ paracetamol (500มก.) 1-2 เม็ด เวลาปวด ทุก 4-6 ชม.ก็พอ

'ยาบรรเทาปวดชนิดNSAIDs' ใช้กันบ่อยกว่า
มีข้อดี ท่ีเด่นกว่า paracetamol ตรงที่
สามารถ ลดการสร้าง prostaglandins บางตัวได้ด้วย
(ซึ่งเจ้า prostaglandinsบางตัวเนี่ยมันจะมีผล ไปกระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูก ให้หดตัวขณะมีระดู
เป็นเหตุให้ปวดระดูมาก)


ตัวอย่าง ยาNSAIDs ที่ใช้กันบ่อย เช่น
*ibuprofen (Brufen), naproxen (Naprosyn), Mefenamic acid (Ponstan), มีอีกหลายตัว, ฯลฯ
หาซื้อได้ง่าย ตามร้านขายยาทั่วไป
ยากลุ่มนี้ ในบางคนอาจระคายกระเพาะอาหารได้
จึงแนะนำให้รับประทานยานี้หลังอาหาร หรือ ดื่มน้ำตามเยอะๆ

ยาNSAIDs ตัวใหม่ๆ เช่น
*cerecoxib (Cereblex), etoricoxib (Arcoxia), มีอีกหลายตัว,ฯลฯ
ยากลุ่มนี้ รับประทานน้อยครั้งกว่ายาNSAIDsกลุ่มข้างบน
และ ไม่มีผลระคายกระเพาะอาหาร

จากประสบการณ์ และรายงายวิจัย เกี่ยวกับ ยาNSAIDs
1.ถ้ารับประทานก่อนมีระดูซัก1-2วัน
จะลดปวดได้ดีกว่า เริ่มยาเมื่อมีการปวดระดูเกิดขึ้นแล้ว
2.ใครเคยรับประทานตัวไหนแล้ว
บรรเทาอาการปวดระดูได้ดีอยู่แล้ว
ไม่มีผลข้างเคียงใดจากยา
ไม่มีเรื่องระคายกระเพาะอาหาร
ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยานะครับ
3.ยากลุ่มนี้ มักลดปวดระดูได้ดีชัดเจน
ในรายที่ ปวดระดูโดยไม่มีรอยโรคใด "Primary dysmenorrhea"
ส่วนในรายที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
มักลดปวดระดูได้ไม่ดีนัก


ดึกแล้ว
ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวมีเวลา ค่อยมาต่อกัน
 :(

695
หลักการรักษา ที่ต้องคำนึงเสมอ : 


1.ปัญหาที่มาพบแพทย์ เช่น ปวด หรือ มีบุตรยาก หรือ ช้อกโแล็ตซีสต์
2ตรวจพบว่ามีรอยโรค
3.ป้องกันการเป็นซำ้



มาลองรักษากันดูนะครับ :

หนึ่ง มาตรวจภายในประจำปี โดยไม่มีอาการใดๆ
แพทย์ตรวจพบ
*มดลูกคว่ำหลัง สงสัยมีพังผืดหลังมดลูก หรือ
*สุดช่องคลอดทางหลังปากมดลูก มีจุดแข็งๆ ดันแล้วเจ็บนิดๆ หรือ
*อุลตร้าซาวน์พบ ซีสต์จิ๋วๆ ขนาดซัก 1-2 ซม.ที่รังไข่

พวกนี้ "แค่ตรวจติดตามเป็นระยะ" ก็พอครับ
อาจพบแพทย์ทุก 6-12เดือน น่าจะเหมาะสม
ถึงขนาดต้องใช้ยามั้ย...คงไม่จำเป็น
ไม่ต้องกลัวจนเกินไปครับ
ในระยะยาว ไม่ทุพลภาพ หรือ กลายเป็นเรื่องน่ากลัวหรอก


จากประสบการณ์
ส่วนใหญ่มาตรวจตามนัดแล้ว ก็มักเหมือนเดิม
ไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนน้อย ต่อมารู้สึก ปวดบ้่าง หรือ ซีสต์โตขึ้น
ค่อยรักษากันทีหลังก็ไม่ช้าเกินไป




696
ความปวด กับ ความรุนแรงของรอยโรค :

บางคนปวดมาก สารพัดแบบการปวดที่เขียนข้างต้น
รักษาด้วยยาไม่ดีขึ้น
พอส่องกล้องเข้าไปดูในอุ้งเชิงกราน
เจอแค่จุดแดงเล็กๆไม่กี่จุด
เลาะออก
หายปวดเลย

บางคนไม่มีอาการใด
แต่มีช้อกโกแล็ตซีสต์ และ พังผืดเต็มอุ้งเชิงกราน

โดยสรุป
อาการที่เป็นอยู่
ไม่สัมพันธ์กับ
รอยโรคว่ามีมากแค่ไหน ???




697
วันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมconferenceเรื่องนี้
โดยมีอาจารย์แพทย์และนักศึกษาทางด้านนี้
เอางานวิจัยมาวิเคราะห์กัน

ที่มาของปัญหา :

1.บางคนใส่ตัวอ่อนตั้งหลายรอบก็ไม่ตั้งครรภ์ซักที
ทั้งๆที่ตัวอ่อนก็สวยgrade A และปัจจัยของมดลูกก็ดี

2.คงมีอะไรที่เกี่ยวกับโพรงมดลูกระดับโมเลกุลที่เรายังไม่รู้อีก

3.การทำให้มดลูกช้ำนิดๆ ด้วยการขูดมดลูก หรือ ส่องกล้องดูในโพรงมดลูก
มีผลให้เพิ่ม growth factors บางชนิด
ที่จำเป็นสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน

4.คาดหวังว่า อัตราการตั้งครรภ์
น่าจะเพิ่มขึ้นในรายที่ไม่เคยตั้งครรภ์จากการ ทำIVFมาหลาย

5.งานวิจัยทั้งหลาย พยายามรายงานว่า
เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์จริง
ตามสมมติฐานข้างต้น

พอดูรายละเอียดของ รายงานการวิจัย
มีข้อสงสัย และ ข้อจำกัด หลายประเด็น เช่น
วิธีเลือกกลุ่มศึกษาแตกต่างกันมาก ในแต่ละรายงาน
ทำให้โพรงมดลูกช้ำแค่ไหนดี
วีธีใดเหมาะสม
ฯลฯ

โดยความเห็นส่วนตัว
ยังต้องการรายงานวิจัยเพิ่มอีก
ที่ควบคุมตัวแปรให้นิ่งกว่านี้
ถ้าผลเป็นไปตามสมมติฐาน
ผมคงจะยอมรับ ทำหัตถการดังกล่าว :'(

698
คนที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะมีอาการอย่างไรนะ :

แรก เลยก็ "ไม่มีอาการอะไร” เลยครับ
เพราะคนที่ไม่มีอาการ ไม่ค่อยมาพบแพทย์
เลยไม่รู้ว่า ใครมีบ้าง ใครไม่มี
ที่เจอได้เพราะคุณผู้หญิงมาตรวจประจำปี
แล้วฟลุ๊กเจอเข้าโดยบังเอิญ
หรือ
ตอนผ่าตัด  แล้วพบโดยบังเอิญ
----------------
สอง   มาพบแพทย์ด้วยเรื่อง “ปวดระดู".    "Dysmenorrhea”
ก็ปวดท้องน้อย  เหมือนปวดระดูที่พวกเราเป็นกันนั่นแหละ 
โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ไม่เคยปวดระดู 
แต่สังเกตว่า  ระยะหลังนี้ปวดระดูบ่อย
บางคนก็บอกได้ชัดว่า ปวดร้าวไปไหน 
แต่ละเดือนที่ผ่านไปยิ่งปวดเพิ่มขึ้น
แค่เล่าให้แพทย์ฟัง  แล้วตรวจภายใน
ก็สามารถวินิจฉัยได้  80  ใน 100 คนแล้วครับ

บางคนขณะปวดระดู
จะปวดฉี่บ่อย ก็ให้สงสัยว่า มีรอยโรคที่กระเพาะฉี่
ถ้าปวดอึ  อึแล้วทรมาน ก็บอกได้เลยว่า ลำไส้ใหญ่ก็เป็นด้วย
ถ้าปวดร้าวไปก้นกบ  ให้สงสัยพังผืดเยอะ
-------------------
สาม  ปวดท้องน้อยลึก ๆ เวลามีอะไรกับแฟน  “Deep dyspareunia”
เวลามีอะไรเนี่ย...ใช้ศัพท์แพทย์ยังไงดีนะ
เอาเป็น xxx  พสพ.  กุ๊กกิ๊ก  ตามวัยรุ่นละกัน 
ถ้ามีอาการข้อนี้ ให้สงสัยเลยว่า
ลึกเข้าไปในช่องคลอด  ทางด้านหลังของมดลูก
ต้องมีอะไรแน่ ๆ
--------------------
สี่   ปวดท้องน้อยเรื้อรัง   “Chronic pelvic pain”
พอมีระดูมักจะปวดเพิ่มอีก
พอแพทย์ตรวจภายใน  แล้วกดโดนจุดปวด ยิ่งชัดใหญ่ ใช่แน่
--------------------
ห้า พบก้อนที่อุ้งเชิงกราน "Pelvic mass"
อาจพบได้ด้วยตัวเอง
แสดงว่า  เจ้าช็อกโกแล็ตซีสต์  มันโตจนล้น
เลยออกจากอุ้งเชิงกรานแล้ว
ถ้าตรวจเป็นประจำปี โดยแพทย์
ก็มักจะพบขนาดเล็ก ๆ ประมาณ ไข่นกกระทา หรือ ลูกมะนาว
---------------------
หก   มีลูกยาก  มีบุตรยาก  อยากมีลูก "infertility”
แล้วแต่จะเรียกครับ
เป็นที่ยอมรับกันว่า
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่เป็นมาก  เช่น
พบ ซีสต์รังไข่  และ/หรือ พังผืด
จะเป็นตัวการสำคัญ  ที่ทำให้
อวัยวะในอุ้งเชิงกรานอยู่ผิด
และทำให้การเดินทางของตัวอสุจิและไข่  ยากลำบาก
เลยไม่ตั้งครรภ์

699
เจ้าจุด ๆ เนี่ยเป็นตรงไหนได้บ้าง :

ที่พบบ่อยที่สุดก็คงเป็น
อวัยวะในอุ้งเชิงกรานของคุณผู้หญิงครับ
มักจะพบเป็นจุดแดง ๆ จุดดำ ๆ จุดแบบพุพอง
ปื้นขาว ๆ แข็ง ๆ พังผืด
ของเยื่อบุช่องท้องในอุ้งเชิงกราน เช่น
บนตัวมดลูก  ปีดมดลูก
มักพบด้านหลังมดลูกมากกว่าด้านหน้า
-----------------------
อาจพบอวัยวะอื่นได้บ้าง เช่น
ผนังของกระเพาะปัสสาวะ
ท่อไต  ทำให้ท่อไตตีบ  น้ำฉี่ไหลลำบาก
ผิวหนัง โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยคลอดบุตร เคยผ่าตัด
อาจพบได้ ที่ฝีเย็บจุ๋มจิ๋ม  หรือ แผลผ่าตัดคลอดที่หน้าท้อง
ที่ปอดก็พบได้นะครับ
--------------------------
แล้วถ้ามันโตขึ้น  มีเลือดเก่า ๆ ขังข้างใน
ที่เราเรียกว่า “ช็อกโกแล็ตซีสต์”
มักจะเป็นที่รังไข่ครับ
--------------------------
ส่วน “พังผืด”   ที่เจอบ่อยสุด 
ก็ รังไข่ยึดติดกับมดลูกทางด้านหลัง
กระเพาะฉี่ ติดกับ ส่วนล่างของมดลูกทางด้านหน้า
ลำไส้ใหญ่ ติดกับ ด้านหลังของมดลูก
ที่รุนแรงสุด ก็เป็นแตงเม ติดกันไปหมด
ทั้งมดลูก รังไข่ ปีกมดลูก ลำไส้ใหญ่
---------------------------
จุดที่ฝังลึกเกินกว่า 5 มม.
ก็พบได้ ภาษาแพทย์เรียก “Deeply infiltrating endometriosis” 
คำย่อ DIE อ่านชื่อแล้วน่ากลัวครับ ???

 :o  แต่แปลกแฮะ
โอกาสเจอที่ท่อนำไข่  น้อยกว่าอวัยวะอื่นในอุ้งเชิงกราน !

700
ห้อง Coffee Corner / ตั้งเวลาหน่อยจ้าาาาาา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 03:27:51 am »
รุสึกว่าแต่ละคนที่โพสต์นี่
อดหลับอดนอนกันทั้งนั้น
ตีสองตีสามตื่นขึ้นมาโพสต์กัน
มานทรมานเกินไปป่าวคับ
พอผมลองมั่ง
อ้าวววว
ต้องตั้งเวลาในกระทู้ใหม่จ้าาาาา :P

เวลาที่ผมโพสต์
3:27am คับ

อ้าวววแล้วหมอตื่นมาทำไรดึกๆ
วันนี้โทรมมาก
ถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง
ทานข้าวเย็นกะลูกสาว
นั่งดูแรงเงา version เจนนี่
เผลอหลับตอนไหนไม่รุเรา
ตื่นมาอีกทีก็ตีสองกว่า
ตาสว่างแล้ว
อาบน้ำ เปิดเวป ทำหน้าที่ต่อไป 8)



701
แล้วหน้าตามันเป็นยังไงล่ะ :

ขอให้ทุกคนลองนึกภาพดูนะครับ
ถ้ามีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายโพรงมดลูก
ไปฝังเป็นจุดเล็กๆรอบๆมดลูก
เจ้าจุดๆ ที่ฝังรอบๆ มดลูก ก็ทำตัวมีประจำเดือนด้วย 
แต่เลือดที่ออก มันไม่รู้จะไหลไปไหน
มันไม่ออกมาหรอก  และมันก็ฝังในจุดนั้นหละ 
ด้วยตาเปล่า เราเลยเห็นเป็นจุดแดงๆ Red spot
ถ้าเลือดเก่าจะกลายเป็นจุดดำ ๆ Black spot
ฝังอยู่ในเยื่อบุช่องท้องที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน

บางจุดที่ฝังอยู่ มันก็สร้างเมือกในจุดนั้น
มองดูเลยเห็นเป็นตุ่มน้ำใส ๆ คล้ายพุพอง น้ำร้อนลวก  Bleb
บางจุดที่ฝังในเนื้อรังไข่    พอมีเลือดออก เลียนแบบประจำเดือน
หลาย ๆ รอบ...เลือดเก่าเหล่านั้นก็กลายเป็นสีช็อกโกแล็ต 
ขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นถุงน้ำที่รังไข่ 
เราเลยเรียกว่า ช็อกโกแล็ต ซีสต์  "chocolate cyst"

ตะกี๊ได้เกริ่นเบื้องต้นแล้วว่า จะมี “ปฎิกริยาอักเสบเรื้อรัง” อยู่ด้วย 
กล่าวคือ จะมีเม็ดเลือดขาวมาล้อมรอบจุด ๆ เหล่านี้ 
ปล่อยสารเคมีหลายอย่างออกมา เพื่อจำกัดบริเวณที่ผิดปกติของร่างกาย 

สารเคมีเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเราก่อกำแพงล้อมรอบจุด ๆ ที่ผิดปกตินี้ 
ด้วยตาเปล่า จะเห็นเป็นจุด หรือ ปื้นขาว ๆ แข็ง ๆ คล้ายแผลเป็น  white lesion
แต่อวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีอยู่ชิดกันนะครับ 
สารเคมีเหล่านั้นก็เลยไปออกฤทธิ์เดชด้วย
เนื้อเยื่ออะไรที่อยู่ใกล้  เอาเป็นว่าชั้นก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ชั้นกระตุ้นให้เป็นปื้นขาว ๆ คล้ายแผลเป็นที่แข็งๆ ไปหมด 
พออวัยวะนั้นๆมันอยู่ติดกับจุดที่เป็น
ก็เลยกลาย เป็นพังผืด
เป็นแตงเม ติดกันนั่นเอง Adhesion

มาถึงตอนนี้รู้เรื่องกันยังก็ไม่รู้เนอะ 

ง่วงกันรึยัง ตื่นนนนนนน
ให้พักก่อนก็ได้  เดียวมาต่อ
 
ไปทำงานก่อน....แว้บบบบบบ  :P

702
ชื่อที่ใช้กัน :

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
Endometriosis
ช้อกโกแล็ตซีสต์
Chocolate cyst


หมายถึง :

เนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูก
แต่ไปเจริญอยู่นอกมดลูก
ซึ่งร่างกายจะตอบสนองให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง

พบบ่อยแค่ไหน :

* 6-10% ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (คือระยะวัยรุ่นถึงวัยหมดระดู)
* 20-50% ของหญิงที่มารับการรักษาเรื่องการมีบุตรยาก
* 71-87% ของหญิงที่ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
* ถ้ารุ่นแม่มีภาวะนี้...รุ่นลูกจะมีโอกาสเป็นได้7-10เท่า ของหญิงทั่วๆไป

รุสึกเขียนแล้วจะวิชาการมากไปหน่อยรึเปล่า
สำหรับ"วัยใส"อย่างพวกเรา
เดี๋ยวลองเขียนอีกแบบนะครับ ;)


หน้า: 1 ... 45 46 [47]